ทะเลเมดิเตอร์เรเนียน เป็นน่านน้ำที่เชื่อมระหว่างทวีป แยกยุโรปไว้ทางเหนือ แอฟริกาอยู่ทางใต้ และเอเชียอยู่ทางตะวันออก ครอบคลุมพื้นที่ประมาณ 2.5 ล้านตารางกิโลเมตร เชื่อมต่อกับมหาสมุทรแอตแลนติก ผ่านช่องแคบยิบรอลตาร์ และเชื่อมโยงกับทะเลดำ ผ่านช่องแคบบอสฟอรัส
คำว่า "เมดิเตอร์เรเนียน" มาจากภาษาละตินว่า "mediterraneus" แปลว่า ดินแดนภายใน หรือ กลางโลก ขณะที่ภาษากรีกเรียกว่า "mesogeios" ซึ่งหมายถึง ตรงกลาง และ Geinos แปลว่า ของโลก
ความเป็นศูนย์กลางแบบนี้นี่แหละที่ทำให้เมดิเตอร์เรเนียนเป็นแหล่งรวมความรุ่มรวยหลากหลาย ทั้งทางประวัติศาสตร์ ศิลปะปรัชญา ดนตรี วรรณกรรม วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี ซึ่งแม้เวลาจะผ่านไป แต่ความเป็นหนึ่งในด้านนี้ของพื้นที่แห่งนี้ก็ไม่เคยย่อหย่อน จะมีที่ตั้งทางภูมิศาสตร์แห่งไหนอีกล่ะ จะมีโอกาสซึมซับอารยธรรมที่แตกต่างกันจากรอบด้านเข้ามาผสมผสานกันได้เท่านี้ ประวัติศาสตร์ของเมดิเตอร์เรเนียน จึงมีทั้งที่สืบทอดจากเมโสโปเตเมีย อียิปต์ สปาร์ตา เอเธนส์ โรม แบกแดด ไบแซนไทน์ และออตโตมัน
ประวัติศาสตร์ของสเปน ย้อนกลับไปในสมัยโบราณเมื่อชนชาติก่อนโรมัน ในชายฝั่งทะเลเมดิเตอร์เรเนียนของคาบสมุทรไอบีเรีย ติดต่อกับชาวกรีก และชาวฟินีเซียน และระบบการเขียนชุดแรกที่เรียกว่า อักษรพาลีโอฮิสแปนิก ได้รับการพัฒนาในช่วงสมัยโบราณคลาสสิก
คาบสมุทรเป็นที่ตั้งของการตั้งอาณานิคมของชาวกรีก คาร์ธาจิเนียน และโรมันต่อเนื่องกันหลายครั้ง ชนพื้นเมืองบนคาบสมุทร เช่น ชาวตาร์เทสซอส ผสมผสานกับผู้ตั้งอาณานิคมเพื่อสร้างวัฒนธรรมไอบีเรียที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว
สเปน ตกอยู่ภายใต้การรุกรานของชนเผ่าดั้งเดิมหลายครั้งในช่วงคริสตศตวรรษที่ 4 และ 5 ส่งผลให้เกิดการสูญเสียการปกครองของโรมัน และการสถาปนาอาณาจักรดั้งเดิม ขึ้นโดยเฉพาะอย่างยิ่งพวกวิสิกอธ และซูเอบี ถือเป็นจุดเริ่มต้นของยุคกลางในสเปน
หากใครก็ตามได้มีโอกาสมาเยี่ยมเยือนประเทศสเปนแล้ว “บาร์เซโลน่า” เป็นเมืองหนึ่งที่ไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวง นอกจากความหลาก หลายทางด้านวัฒนธรรม อาหาร และความมีชื่อเสียงด้านกีฬาแล้ว เมืองบาร์เซโลน่า ยังมีชื่อเสียงด้านสถาปัตยกรรมอันหลากหลายในส่วน ต่างๆของเมืองอีกด้วย
บาร์เซโลน่าเป็นเมืองหลวงของแคว้นหนึ่งในสเปนทีชื่อว่า คาตาโลเนีย (Catalonia) หรือที่คนไทยจะคุ้นกับคำว่าแคว้นคาตาลันโดยที่ชาวเมือง นี้พูดภาษาคาตาลัน (ซึ่งจะแตกต่างจากภาษาสเปน โดยจะเป็นกึ่งๆภาษา สเปนปนกับภาษาฝรั่งเศส)
ชื่อของเกาะแห่งหนึ่งในสเปนซึ่งมีขนาดใหญ่ที่สุดเมื่อเทียบกันในหมู่เกาะแบลีแอริก (Balearic) ทั้ง 4 ประกอบด้วย Menorca, Ibiza, Formentera และ Mallorca ซึ่งเป็นกลุ่มเกาะในทะเลเมดิเตอร์เรเนียนตะวันตกใกล้ชายฝั่งสเปน และยังเป็นหนึ่งในแคว้นปกครองตนเองของสเปน (Catalan)
มายอร์ก้า เป็นที่โด่งดังในเรื่องของการพักร้อนของชาวยุโรปเหตุเพราะ ธรรมชาติที่สวยงามไม่ว่าจะเป็นหาดทราย ทะเลสีฟ้า ภูเขา ถ้ำ รวมไปถึงสภาพอากาศอบอุ่นแบบเมดิเตอร์เรเนียน ที่เอื้อแก่การพักร้อนเป็นอย่างยิ่ง และยังเป็นเกาะที่มีอารยธรรม สถาปัตยกรรมเก่าแก่ให้เห็นมากมายเพราะชาวมุสลิม และชาวคริสเตียนเคยผลัดกันเข้ามาบริหารบ้านเมืองในอดีต
ไม่เพียงแค่ความสวยงามทางธรรมชาติที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก แต่บนเกาะมายอร์ก้ายังมีสถานที่มากมายให้เราได้ไปสำรวจเช่นกัน
เมืองหลวงของเกาะแห่งนี้ที่ซึ่งเต็มไปด้วยสิ่งก่อสร้างสีสันสวยงาม ไม่ฉูดฉาดจนเกินไป และในช่วงต้นปีนั้น เราจะสังเกตุได้ว่ามีต้นส้ม และ มะนาว กระจายกันอยู่ตลอดทั้งเมืองเพราะในอดีตกาล เกาะมายอร์ก้า นั้นเป็นสถานที่หลักในการส่งออกส้ม และมะนาว
โดยมีความได้เปรียบทาง ภูมิศาสตร์ที่ซึ่งต้นไม้จะได้รับแร่ธาตุจากน้ำทะเล และแสงแดดตลอดเวลา จนกลายเป็นเอกลักษณ์ของเมืองไปในที่สุด
โดยสเน่ห์อีกอย่างของเมืองนี้ก็คือตลาดยามเช้า ที่ซึ่งบรรดาพ่อค้าแม่ค้า จะนำผักผลไม้สดออกมาขาย โดยอาหารขึ้นชื่อของเมืองคือ ฟริโต้ มายอร์ฮวิน (Frito Mallorquin) เป็นอาหารที่ได้รับความนิยมในหมู่ชาวยิว มาตั้งแต่สมัยศตวรรษที่ 14 โดยมีส่วนประกอบหลักคือเนื้อหมูหรือ เนื้อแกะ เครื่องใน ตับ มันฝรั่ง มะเขือเทศ และพริกที่นำไปผัดกับหัวหอม ด้วยน้ำมันมะกอก
อีกอย่างที่ไม่ควรพลาดนั่นก็คือผลิตภัณฑ์ที่ใช้ อัลมอนด์ (Almond) เป็นส่วนประกอบหลักในการทำไม่ว่าจะเป็นไอศครีมอัลมอนด์ นมอัลมอนด์ หรือแม้แต่เค้กอัลมอนด์ก็ยังมีให้เราได้ลิ้มลองกัน และอาหารพื้นเมืองอื่นๆที่แนะนำเช่น ทัมเบ็ท (Tumbet), พอร์เซญ่า (Porcella) และอารอบูร (Arros Brut)
ประเทศฝรั่งเศสเชื่อได้ว่าสิ่งแรกที่หลายๆ คนจะนึกถึงเป็นอันดับแรกเลยก็คือ ภาษาฝรั่งเศส ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ที่คนไทยบอกว่ามีสำเนียงเพราะที่สุด ซึ่งภาษาฝรั่งเศส จัดได้ว่าเป็นภาษาของกลุ่มคนชั้นสูงเป็นภาษาที่มีความไพเราะภาษาหนึ่ง
นอกจากนี้ยังมีอาหารฝรั่งเศสที่ดูเริดหรูอลังการ ที่ถือเป็นอาหารของกลุ่มคนชั้นสูงเช่นกัน และหากค่อยๆ ไล่ลงมาอีกก็จะนึกถึง ภาพโมนาลิซ่า,พระราชวังแวร์ซาย พระนางมาเรีย อังตัวเนต ฯลฯ
ด้วยความโดดเด่นที่มีความหลากหลายทั้งเชื้อชาติ และวัฒนธรรม รวมถึงประวัติศาสตร์ และสิ่งก่อสร้าง ทำให้ประเทศฝรั่งเศสถูกพูดถึง และให้ใครต่อใคร อีกหลายๆ คนอยากที่จะเดินทางมาสัมผัสความงาม และวัฒนธรรมด้วยตัวเอง
บางคนอาจเคยได้ยินคนฝรั่งเศสแสดงความเห็นแบบนี้ ทั้ง ๆที่ มาร์กเซย (Marseille) เป็นเมืองเก่าแก่ที่สุด และใหญ่เกือบที่สุดของฝรั่งเศส (ใหญ่ เป็นอันดับ 2) แถมยังอัดแน่นด้วยเรื่องราวประวัติศาสตร์ที่ย้อนไปได้ไกล ถึงยุคกรีกโรมัน ที่ชาวฝรั่งเศสภูมิภาคอื่น บางคนพูดกันแบบนั้น ส่วนหนึ่ง ก็เพราะ มาร์กเซย มีความหลากหลายทางชาติพันธุ์ในแบบที่ไม่เหมือนเมือง ไหน ๆ
ด้วยความที่มาร์กเซย เป็นเมืองท่าชายฝั่งทะเลเมดิเตอร์เรเนียนอายุกว่า 2,500 ปี ที่มีคนหลายชาติหลายภาษาขึ้นฝั่งมาตั้งรกราก ซื้อขายแลกเปลี่ยนสินค้ากันมาหลายชั่วคน มาร์กเซยจึงเป็นเป็นเมืองเบ้าหลอมวัฒนธรรมมาแต่โบราณไม่ว่าจะศิลปะ วิทยาการงานช่าง ไปจนอาหารการกินก็ล้วนเกิดจากการผสมผสานที่น่าสนใจอย่าง บุยยาเบส (Bouillabaisse) หรือที่หลายคนรู้จักในฐานะซุปปลา สุดหรูของฝรั่งเศส ก็มีต้นกำเนิดที่เมืองมาร์กเซย
แต่ว่ากันว่าสูตรซุปนี้แท้จริงตกทอดมาจากผู้ตั้งรกรากชาวกรีกโบราณซึ่งมีตำนานความเชื่อกันว่าผู้ที่ริเริ่มปรุงซุปสูตรนี้ขึ้นมาที่แท้คือ เทพีวีนัส (ถือเป็นซุปเทพเชียวนะ)
ไม่ใช่แค่เพียงความเก่าแก่ และวัฒนธรรมอันยาวนาน และหลากหลายที่ทำให้ มาร์กเซย ได้รับเลือกเป็นเมืองหลวงทางวัฒนธรรมยุโรปในปี 2013 ร่วมกับเมืองโคชิคเซ (Košice) ประเทศสโลวาเกีย
หากแต่เมืองนี้ยังสนับสนุนให้มีพื้นที่ทางศิลปะไม่ว่าจะพิพิธภัณฑ์ แกลอรี่ งานศิลปะร่วมสมัยเป็นอย่างมาก
หนึ่งในความภาคภูมิใจ และไฮไลท์ที่ห้ามพลาด MuCEM (The Museum of European and Mediterranean Civilization) พิพิธภัณฑ์อารยธรรมยุโรป และเมดิเตอร์เรเนียนที่ตั้งอยู่บริเวณป้อม ปราการ Fort Saint-Jean MuCEM เป็นสถาปัตยกรรมแห่งแรกของ โลกที่ปฎิวัติระบบโครงสร้างคอนกรีตเสริมเหล็กให้ดูโปร่งเบา ด้วยแผ่น คอนกรีตฉลุลายเป็นเส้นสายสวยงามทั้งหมด 384 ชิ้นซึ่งออกแบบโดย Rudy Ricciotti สถาปนิกชาวฝรั่งเศส โดยเริ่มเปิดให้เข้าชมในปีเดียว กับที่ได้รับเลือกให้เป็นเมืองหลวงทางวัฒนธรรม
อีกหนึ่งผลงานสถาปัตยกรรม ที่เมื่อพูดถึงมาร์กเซยแล้วจะข้ามที่นี้ไปไม่ได้ คือ อาคาร
Unite d'habitation ของเลอกอร์บูซิเย (Le Corbusier)
ที่เมื่อพูดถึงมาร์กเซยแล้วจะข้ามที่นี้ไปไม่ได้
อาคาร 18 ชั้นที่แซมสีสันสดใสแห่งนี้ถูกสร้างขึ้นใน ค.ศ. 1952
โดยใช้แนวคิด Modulor เพื่อกำหนดสัดส่วนพื้นที่ ให้อาคารแห่งนี้ให้มี
ครบตามความต้องการเบื้องต้นในชีวิตประจำวัน ภายในบรรจุไว้สารพัด
ตั้งแต่โรงพยาบาล โรงเรียนสำหรับเด็กเล็ก ร้านค้า สถานที่ออกกำลังกาย
ไปจนร้านทำผม ฯลฯ ภายใต้แนวคิดการอยู่อาศัยร่วมกัน
1887 - 1965 BE
ประเทศอิตาลี เป็นประเทศอิตาลีจึงเป็นอีกประเทศหนึ่งที่นักท่องเที่ยวใฝ่ฝันอยากจะเดินทาง ไปสัมผัสสักครั้งหนึ่งในชีวิต เมืองหลวงของประเทศอิตาลีคือกรุงโรม และมีเมืองสำคัญอื่นๆ เช่น เมืองมิลาน ตูริน ฟลอเรนซ์ เนเปิลส์ และ เวนิส
ในช่วงทศวรรษ 1980 เป็นต้นมา เศรษฐกิจของอิตาลีจัดอยู่ในเกณฑ์ดี แต่มาเริ่มประสบปัญหาในทศวรรษต่อมา ทำให้รัฐบาลไม่สามารถควบคุม ปัญหาการขาดดุลได้ แต่เดิมประเทศอิตาลีเป็นประเทศเกษตรกรรม
หลังจากปี ค.ศ. 1945 ได้เริ่มพัฒนาภาคอุตสาหกรรมจนกระทั่งปัจจุบัน มีประชากรเพียงร้อยละ 7 ที่ยังคงมีอาชีพอยู่ในภาคการเกษตร ซึ่งส่วนใหญ่อาศัยอยู่ทางภาคใต้ และมีฐานะยากจนกว่าทางภาคเหนือ และ ภาคกลาง พืชหลักที่เพาะปลูก ได้แก่ ข้าวสาลี ข้าวโพด มันเทศ และองุ่น ซึ่งนำไปใช้เป็นวัตถุดิบ ในการผลิตไวน์ที่มีคุณภาพ จนได้ชื่อว่าเป็นผู้ผลิต ไวน์รายใหญ่ของโลกอย่างที่เราได้ยินชื่อเสียงกันมานาน
เป็นเมืองเล็กๆที่มีแม่น้ำอาร์โน (Arno) ไหลผ่านท่ามกลางตึกอาคาร ทรงโบราณโทนสีอบอุ่น และทิวเขาที่สวยงาม ถึงจะเป็นเมืองเล็กๆ แต่ก็มีดีกรีเป็นถึงเมืองหลวงของ แคว้นทัสคานี (Tuscany) อีกทั้งยังเคยเป็นเมืองหลวงของประเทศอิตาลี ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1865 จนถึง 1871 อีกด้วย แต่ถึงอย่างนั้นความเจริญรุ่งเรืองของเมืองฟลอเรนซ์ ก็มีมาก่อนตั้งแต่ช่วงปลายศตวรรษที่ 13 แล้ว
ในยุคนั้นแม้ฟลอเรนซ์จะไม่ใช่เมืองหลวง แต่ก็ถือว่าเป็นศูนย์กลางแห่งเศรษฐกิจ และศิลปะวัฒนธรรมที่หาใครเปรียบได้ยาก และยังคงมีความสำคัญต่อหน้าประวัติศาสตร์ศิลปะจนถึงปัจจุบัน
ปัจจุบัน ฟลอเรนซ์ กลายเป็นเมืองแห่งการท่องเที่ยว และพักผ่อนหย่อนใจเป็นอันดับต้นๆ ของโลก แต่ก็ยังคงอนุรักษ์สถาปัตยกรรม และศิลปะอันทรงคุณค่าของเมืองเอาไว้เป็นอย่างดี ทำให้ย่านเมืองเก่าใจกลางเมืองฟลอเรนซ์ได้รับการขึ้นทะเบียนจาก UNESCO ให้เป็น มรดกโลก ซึ่งสถานที่แรกที่ไม่พูดถึงไม่ได้เลยก็คือ มหาวิหารฟลอเรนซ์ (Cathedral of Santa Maria del Flore) หรือที่เรียกกันติดปากว่า ดูโอโม่ (มหาวิหาร) ที่สร้างขึ้นตั้งแต่ปลายศตวรรษที่ 13 และใช้ระยะเวลาทั้งหมดถึง 140 ปีถึงจะแล้วเสร็จในปี ค.ศ. 1436
ด้วยเหตุนี้รูปแบบสถาปัตยกรรมของมหาวิหารจึงมีการผสมผสานศิลปะของแต่ละยุคสมัยเข้าด้วยกัน ตั้งแต่ โกธิค (Gothic) โรมาเนสก์ (Romanesque) ไปจนถึงเรสเนซองส์ (Renaissance)
เมืองที่มีชื่อเสียงอันดับต้นๆของอิตาลี เป็นที่ตั้งของ The Leaning Tower of Pisa หรือ “หอเอนเมืองปิซ่า” ที่นักท่องเที่ยวทุกคนต้อง เดินทางมาเยือนให้ได้ซักครั้งเมืองนี้อยู่ไม่ไกลจากเมือง Florence สามารถเที่ยวคู่กันได้เลย
จุดท่องเที่ยวสำคัญของปิซ่าคือ Piazza del Duomo จตุรัสที่ประกอบ ด้วยแลนด์มาร์คสำคัญ 3 ส่วน
มหาวิหารประจำเมืองขนาดใหญ่
โบสถ์ทรงกลมขนาดเล็ก
หอระฆังทรงกระบอกสีขาว 8 ชั้น หอเอนเมืองปิซ่า
โคลอสเซียมเป็นโรงละครกลางแจ้งทรงรีที่ตั้งอยู่ใจกลางเมืองโรม โรงละครกลางแจ้งแบบยืนที่ใหญ่ที่สุดในโลก
โรม (Rome) ประเทศอิตาลี ที่ใครหลายคนใฝ่ฝันอยากมา มีเมืองที่สวยงาม หลายแห่ง และเป็นศูนย์กลางอำนาจจักรวรรดิโรมันในอดีตรวมถึง ความเจริญทางสถาปัตยกรรม ศิลปะ และวัฒนธรรมมาหลายศตวรรษ ความยิ่งใหญ่ของโรมแผ่ขยายออกไปทุกทิศทาง มีอิทธิพลยิ่งต่อ ความเป็นยุโรปทุกวันนี้อย่างปฏิเสธได้ยาก ที่นี่ยังเป็นที่ตั้งของนคร รัฐวาติกันอันเป็นหัวใจของศาสนาคริสต์นิกายคาทอลิกในปัจจุบันด้วย
ในภาษาอิตาลีจะเรียกกันว่า นาโปลี (Napoli) เมืองหลวงของแคว้นกัมปาเนีย ซึ่งตั้งอยู่ที่ชายฝั่งด้านตะวันตกของอิตาลีติดกับอ่าวเนเปิลส์ (Naples Bay) กึ่งกลางระหว่างพื้นที่ภูเขาไฟสองแห่ง คือ ภูเขาไฟวิสุเวียส และกัมปีเฟลเกรย์ เป็นเมืองที่มีความทันสมัย และเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ ได้รับการขึ้นทะเบียนจากองค์การยูเนสโก (Unesco) ให้เป็นมรดกโลก ในปี 1995 อีกด้หหวย
ความน่าสนใจของเมืองเนเปิลส์ คือเป็นเมืองที่ให้กำเนิด พิซซ่า(Pizza) หนึ่งในอาหารอิตาเลียนที่มีชื่อเสียงที่สุด เเละเป็นเมนูหลักที่นักท่องเที่ยว ให้ความสนใจมาลองชิมรสชาติกันอย่างมากเลยทีเดียว
เรียกว่าหากมาเที่ยวเนเปิลส์ต้องไม่พลาดสั่งพิซซ่ามาลองชิม อีกอย่างก็คือชื่อเสียงทางด้านดนตรี โดยเป็นเเหล่งในการผลิตกีตาร์คลาสสิคที่มีชื่อเสียง รวมทั้งเครื่องดนตรีเเมนโดลิน
เกาะในทะเลเมดิเตอร์เรเนียน (Tyrrhenian sea) ทางทิศใต้ของอ่าวเนเปิลส์ ในแคว้น กัมปาเนีย (Campania) ประเทศอิตาลี ซึ่งเป็นที่พักตากอากาศของเหล่าบรรดาเซเลบริตี้ ดารา และนักท่องเที่ยวมากมายที่สำคัญ เกาะคาปรี ยังปรากฏในห้วงคำนึงของผู้คน ในทุกยุค ว่าเป็นแหล่งรวมของไวน์ชั้นเลิศที่สุดในโลก น้ำหอมที่มีกลิ่นละมุนที่สุดของวงการ
นอกจากนั้นบรรยากาศที่แสนโรแมนติกในทุกตารางนิ้วยังส่งให้เกาะแห่งนี้เนื้อหอมขึ้นมาอีกหลายเท่าตัว
สถานที่ท่องเที่ยวน่าสนใจ
แอนโทนี่ เกาดี้ ( Antoni Gaudí ) โดยเค้าคนนี้เป็นศิลปินที่มีชื่อเสียงที่สุดของ เมืองบาร์เซโลน่า เป็นคนออกแบบโบสถ์แห่งนี้ และยังรวมถึงอีกหลายๆสิ่งก่อสร้างในเมืองนี้ที่จะพูดถึงต่อๆ ไปอีกด้วยภายใน โบสถ์ซากาด้า แฟมีเลีย ถูกออกแบบมาอย่างชาญฉลาด
โดยที่ผู้ออกแบบได้คำนึงถึงทิศทางของแสงแดดที่จะตกกระทบกระจกสีต่างๆ ทำให้เกิดลวดลายสีสันสวยงามภายใน หรือแม้กระทั่ง design ที่ได้รับอิทธิพลมาจากธรรมชาติ คือจะมีลวดลายเส้นโค้งมนแบบต้นไม้ตามธรรมชาติ หลีกเลี่ยงการใช้เส้นตรงในการออกแบบ และยังมีความงดงามอีกหลายอย่างด้านในซึ่งยากต่อการพรรณา แต่ถ้าได้มีโอกาสเข้าไปชมแล้วรับรองว่าจะประทับใจแน่นอน เพราะฉะนั้น โบสถ์ซากาด้า แฟมีเลีย นี้เป็นที่ๆไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวง
แอนโทนี่ เกาดี้
นอกจากนี้แล้วยังมีอีกหลายๆ สถานที่ที่น่าสนใจ และควรค่าแก่การเยี่ยมชมสำหรับผู้ที่รักการออกแบบ และรักสถาปัตยกรรม อาทิเช่น Batlló (คาซ่า บาทิโย่ว) ซึ่งเป็นบ้านของมหาเศรษฐีรายหนึ่งที่ได้ว่าจ้าง ศิลปินเอกเกาดี้ (สมัยที่ยังมีชีวิตอยู่) ให้ออกแบบบ้านออกมา
โดยที่เกาดี้ ได้ใส่ใจในทุกๆรายละเอียดของบ้านหลังนี้ แม้กระทั่งปุ่มกดลิฟท์เลยทีเดียว (หากใครไปเยี่ยมชม Casa Batlló แนะนำให้ลองใช้ลิฟท์ดูซักครั้งหนึ่ง ปกติจะให้แค่คนพิการ หรือคนที่ใช้รถเข็นใช้ แต่ถ้าได้มีโอกาสใช้แล้วละก็จะเป็นประสบการณ์ที่ดีมากๆเลยทีเดียว)
สถานที่ต่อไปที่อยากจะแนะนำคือ Güell (ปาร์ค กูเอล) จะอยู่ห่าง จากใจกลางเมืองออกมาสักเล็กน้อยแต่ว่าสามารถเดินทางมาได้โดยการ ใช้ Metro เป็นอีกที่หนึ่งที่ไม่ควรพลาดโอกาสเยี่ยมชมสวนสาธารณะ แห่งนี้เปิดให้เข้าชมฟรี
ในสวนเต็มไปด้วย design จำนวนมากที่ดูแปลกตา อย่างเช่นในรูป ซึ่งเป็นหนึ่งในสไตล์การออกแบบของ เกาดี้ ซึ่งบ้านของเค้าก็ยังอยู่ในสวนนี้อีกด้วย
เนื่องจากสวนแห่งนี้ตั้งอยู่บนยอดเขาหากขึ้นไป ณ จุดสูงสุดแล้วเราจะเห็นวิวของทั้งเมืองยาวไปจนถึงขอบชายฝั่งทะเลซึ่งจะสวยสดงดงามมากตอนพระอาทิตย์ตกดิน Rambla street (ถนน ลาลัมบรา) เป็นถนนท่องเที่ยวใจกลางเมืองที่มีชื่อเสียงมากที่สุดของเมืองนี้ สองข้างถนนเต็มไปด้วยร้านขายของที่ระลึกสำหรับนักท่องเที่ยว
ถ้าหากมาเยี่ยมเยือนถนนเส้นนี้ในวันเสาร์-อาทิตย์ จะพบเห็นนักแสดง ข้างถนน (Street show) จำนวนมากให้ชื่นชมความสามารถ และถ้ามาตรงกับวันที่มีการแข่งขันฟุตบอลนัดใหญ่ๆ ของทีมบาร์เซโลน่า ชาวเมืองจะมาเฉลิมฉลองชัยชนะกันบนถนนแห่งนี้หลังจากจบการแข่งขันด้วย
ถูกสร้างขึ้นในศตวรรษที่ 14 โดยพระราชาเจมส์ที่ 2 แห่งมายอร์ก้า โดยใช้ศิลปะแบบโกธิคในการสร้างเป็นหลัก โดยมีจุดประสงค์หลังเพื่อเป็นที่พำนักระหว่างฤดูร้อนของราชา แต่ทว่าภายหลังได้เปลี่ยนเป็นเรือนจำในช่วงต้นศตวรรษที่ 19
เดิมสร้างขึ้นเพื่อเก็บสะสมผลงานของตระกูลเมดิชี แต่ในปัจจุบันได้กลายมาเป็นพิพิธภัณฑ์ศิลปะที่รวบรวมผลงานของตระกูลช่างฟลอเรนทีน และเรเนสซองส์ ถึง 100,000 ชิ้น สำหรับไฮไลท์ของที่นี่บอกเลยว่าใครก็เห็นก็ต้องร้องอ๋อ คือThe Birth of Venus (1485-1486) และ Primavera (1477-1482) ผลงานชิ้นเอกของ ซานโดร บอตติเชลลี (Sandro Botticelli) จิตกรอันเลื่องชื่อของยุคเรเนซองส์ตอนต้นนั่นเอง
นอกจากนี้ก็ยังมีผลงานของ เลโอนาร์โด ดาวินชี (Leonardo da Vinci), ไมเคิลแองเจโล (Michelangelo), คาราวัจโจ (Caravaggio) และอื่นๆ อีกมากมายที่ต้องลองไปชมสักครั้งใกล้ๆ กันนั้นก็จะมี ปาลาซโซเวคคิโอ (Palazzo Vecchio) พระราชวังเก่าของตระกูลเมดิชีที่สร้างขึ้นในช่วงปลายศตวรรษที่ 13-14 ปัจจุบันได้ปรับเปลี่ยนให้กลายมาเป็น ศาลาว่าการเมืองฟลอเรนซ์
บริเวณด้านหน้าเป็นพื้นที่ของ เปียซซาเดลลาซิญญอเรีย (Piazzadella Signoria) จัตุรัสรูปตัว L ที่มีประติมากรรมยุคเรเนสซองส์ตั้งอยู่มากมายรวมถึง รูปปั้นเดวิด (Statue of David) ที่จำลองมาจากผลงานของหนึ่งในศิลปินผู้ยิ่งใหญ่แห่งยุคเรเนสซองส์ อย่างไมเคิล แองเจโล นั่นเอง
สนามกีฬาโคลอสเซียม โบราณสถานเก่าแก่ 1 ใน 7สิ่งมหัศจรรย์ของโลก สนามกีฬาโคลอสเซียม เคยเป็นสนามกีฬายักษ์ที่สามารถจุคนได้กว่า 50,000 คน การออกแบบอย่างชาญฉลาดสร้างให้สนามกีฬามีลักษณะเป็นรูปวงรี เพื่อให้ผู้เข้าชมรู้สึกเข้าใกล้นักกีฬา ถือเป็นต้นแบบของสนามกีฬาในปัจจุบัน โคลอสเซียม (Colosseum) คือโครงสร้างวงกลมรีมี 4 ชั้น แยกเป็นสองส่วน ส่วนบนประกอบด้วยระเบียงเปิด 3 ชั้น สร้างด้วยหินปูน และชั้นที่ 4 สร้างเป็นห้องพร้อมด้วยออกแบบหน้าต่างเว้นระยะสองห้องต่อหนึ่งช่อง เส้นผ่านศูนย์กลางจากด้านตะวันออกถึงตะวันตก 188 เมตร จากทิศเหนือจรดทิศใต้ 156 เมตร วัสดุสำคัญในการก่อสร้างประกอบด้วยเสาหลักสร้างด้วยหินปูนแกร่ง ขณะที่เสาทั่วไปสร้างด้วยหินปูนชนิดพรุน และอิฐ พื้น และกำแพงสร้างด้วยกระเบื้อง และเพดานทรงโค้งภายในอาคารสร้างด้วยซีเมนต์ จากการใช้วัสดุผสมในงานก่อสร้างดังกล่าว ทำให้โคลอสเซียม มีความทนทานสูง
นอกจากจะเป็นสถาปัตยกรรมมหึมาอายุกว่า 1,900 ปี แล้ว ยังทำให้นักประวัติศาสตร์ต้องอึ่งในความสามารถในผู้คนสมัยนั้นอีกอย่าง คือ ใช้เวลาก่อสร้างแล้วเสร็จประมาณ 10 ปี ด้วยความสามารถ และเครื่องมือในสมัยนั้น ไม่น่าจะสร้างสิ่งก่อสร้างที่ใหญ่ และจุผู้คนระดับ 5 หมื่นคนขึ้นไป
เกร็ดน่ารู้
ภาษาทางการของประเทศสเปนคือภาษาสเปน แต่ในสเปนยังมีภาษาที่ใช้กันอีกหลายภาษา คือ ภาษากาตาลา กาลิเซีย บาสก์ อุตชิตา ฯลฯ ส่วนในเมืองที่เป็นแหล่งท่องเที่ยว จะสามารถพูดภาษาอังกฤษ และภาษาเยอรมันได้
แม้จะได้รับการโหวตให้เป็น 'เมืองชายหาดที่ดีที่สุด' โดย National Geographic แต่เชื่อไหมว่าก่อนโอลิมปิกฤดูร้อนปี 1992 บาร์เซโลนาก็ไม่มีชายหาดมาก่อนเลย ก่อนการแข่งขันกีฬาโอลิมปิก ชายฝั่งเป็นเพียงโรงงานอุตสาหกรรมร้าง
หลังจากนั้นโรงงานถูกรื้อถอนเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการแข่งขันกีฬาโอลิมปิก และแทนที่ด้วยชายหาดที่ยาวกว่าสองไมล์ โดยที่ใช่ทรายจากอียิปต์สำหรับการเตรียมพร้อมกับท่าเรือใหม่
ภาษาทางการของประเทศสเปนคือภาษาสเปน แต่ในสเปนยังมีภาษาที่ใช้กันอีกหลายภาษา คือ ภาษากาตาลา กาลิเซีย บาสก์ อุตชิตา ฯลฯ ส่วนในเมืองที่เป็นแหล่งท่องเที่ยว จะสามารถพูดภาษาอังกฤษ และภาษาเยอรมันได้